4 เทรนด์พฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคในปี 2021


4 เทรนด์พฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคในปี 2021

Consumer Profiles หรือพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคที่น่าสนใจในปี 2021 เป็นอีกประเด็นที่เราขอหยิบมานำเสนอ โดยมี 4 เทรนด์ที่แบรนด์และนักการตลาดต้องรู้เพื่อนำมาวางกลยุทธ์ให้กับกัยสถานการณ์และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป


เทรนด์ที่ 1 THE COMPRESSIONALIST-หมดแรง หมดไฟ แต่ใจต้องการได้สิ่งที่ดีที่สุด

ปี 2021 กลุ่มผู้บริโภคที่ท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกเหนื่อยกายหน่ายหัวใจ ไม่มีเวลา เร่งรีบ จะตกอยู่ในภาวะไม่ว่าจะหมดไฟ (burnout) หรือซูเปอร์เเมนซินโดรม (Superhuman Syndrome) เกิดขึ้นจากความรู้สึกที่ว่า ตัวเองไม่เคยดีพอและพบกับความล้มเหลวเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นวัยกลางคนที่ทำงานเพื่อให้บรรลุ KPI ขององค์กร , วัยรุ่นที่โพสต์โซเชียลมีเดียเพื่อไขว่คว้าจำนวนไลค์หลักพัน หรือคนที่ต้องการจะมีสุขภาพกายและใจที่ดีก็ตาม โดยสิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการ “อะไรก็ได้ ขอให้ชีวิตง่ายขึ้น”

ดังนั้น แบรนด์ต่าง ๆ ต้องมีวิธีคิดแบบ less-is-more สิ่งที่ทำได้เลยก็คือการ Make it easy! หรือทำให้ง่ายเข้าไว้ เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ได้ใส่ใจเฉพาะราคาถูก แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การซื้อที่เน้นความเรียบง่าย และอย่าลืมสร้างความสะดวกสบายให้พร้อมเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าไปพร้อมกัน อนาคตของร้านค้าต่าง ๆ จึงต้องเน้นไปที่การใช้งานข้อมูลเพื่อคาดการณ์พฤติกรรมและตอบสนองกับผู้บริโภคกลุ่มนี้ในแบบไร้รอยต่อทางการตัดสินใจ


เทรนด์ที่ 2 THE MARKET MAKER –ไม่รอตลาดตอบโจทย์ ลงมือสร้างความต้องการขึ้นเอง

กลุ่มผู้บริโภคที่ไม่ง้อบริษัทใหญ่ว่าจะอยู่ในสายตาของธุรกิจไหนหรือไม่ แต่เลือกที่จะสร้างตลาดความต้องการขึ้นมาด้วยตัวเอง ทำให้แบรนด์ที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจตรงนี้สามารถสื่อสารโดยตรงกับผู้บริโภคได้ทันที ผ่านการตลาดแบบ Peer-to-Peer การสร้างพื้นที่ที่สาม (Third Space) ในการขายสินค้า เช่นกลุ่ม PWD (People With Disability) หรือกลุ่มผู้มีความบกพร่องทางร่างกาย ซึ่งองค์การอนามัยโลกระบุว่ามีคนกลุ่มนี้มากถึง 1.3 พันล้านคน เทียบได้เท่ากับขนาดตลาดผู้ซื้อจีน


เทรนด์ที่ 3 KINDNESS KEEPER ผู้รักษาความเอื้ออารี ที่ทำหน้าที่รักษาสมดุล

กลุ่มนี้ คือกลุ่มคนที่กำลังแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจ เพื่อถ่วงสมดุลปรากฏการณ์เชิงลบ เพื่อสร้างความสำเร็จในระยะยาว เช่น ปรากฏการณ์ Black Lives Matter และแฮชแท็ก #Metoo การสร้างแรงสนับสนุนเพื่อหาทางออกในการแก้กฏหมายการล่วงละเมิดและการช่วยเหลือเหยื่อที่ถูกข่มขืน เป็นต้น


ผู้บริโภคกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับความฉลาดทางอารมณ์ ความเสมอภาคไปจนถึงความโปร่งใส รูปแบบธุรกิจที่สามารถคว้าหัวใจคนกลุ่มนี้ได้ จึงต้องสามารถหลอมรวมประเด็นทางจริยธรรมและการลงทุนเข้าไว้ด้วยกัน ที่สำคัญต้องเป็นมากกว่าการพูดแต่ต้องสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม อย่างกรณี L’Oreal แบรนด์เครื่องสำอางยักษ์ใหญ่ที่ออกมา ประกาศยุติการใช้คำประเภทที่ว่า “ขาวกระจ่างใส” ในโฆษณาสินค้า หลังเผชิญกรณีการเหยียดเชื้อชาติ พร้อมยังเดินหน้าอย่างเต็มกำลังด้วยวิสัยทัศน์ใหม่เพื่อความยั่งยืน L’Oreal for the future สำหรับปี 2030 ด้วยการยกระดับการดำเนินธุรกิจที่เน้นย้ำถึงขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก (Planetary Boundaries) ที่จะสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน พร้อมร่วมแก้ไขปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมโลกไปด้วยกัน ฯลฯ


เทรนด์ที่ 4 CYBER CYNICS เพราะเทคโนโลยี อาจไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง

สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนมากขึ้น แต่ตอนนี้มีผู้คนจำนวนมากเริ่มเบือนหน้าหนีจากหน้าจอและเพิ่มความใส่ใจด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล เพราะมองว่า ถูกสอดแนมแบบไม่เป็นธรรมจากเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น ขณะที่ Internet of Everything กำลังเติบโตมากขึ้น และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียได้ก้าวสู่อุปกรณ์ดิจิทัล ผู้บริโภคกลุ่ม Cyber Cynics ก็คือกลุ่มคนที่ตระหนักถึงการใช้ข้อมูลอย่างไม่ถูกต้อง

การเข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้บริโภคแบรนด์ต้องให้ความสำคัญกับจริยธรรมด้านข้อมูล , การเข้าถึงข้อมูลที่โปร่งใส และทุกเรื่องต้องสามารถอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล นอกจากนี้การเปลี่ยนผ่านจากยุค Post-Truth หรือยุคที่ความจริงไม่ได้มีความหมายเท่ากับความเชื่อมาสู่ยุค Post-Trust ที่กลุ่มผู้บริโภคซึ่งต่อต้านโลกไซเบอร์มองว่าการวัดค่าทุกอย่างด้วยข้อมูลอาจเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเสมอไป ผู้บริโภคกำลังจับตาถึงแพลตฟอร์มต่างๆ และอินฟลูเอนเซอร์ที่คอยอยู่เบื้องหลังการเติบโตของผลิตภัณฑ์จำนวนมาก ผู้บริโภคต้องการการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาซึ่งแบรนด์ควรใส่ใจถึงกฏ Economy of Trust หรือกฏของความไว้เนื้อเชื่อใจที่จะทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ไม่เว้นกระทั่งกระบวนการทำงานหลังบ้านนั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก Marketingoops


extender extender extender

บทความล่าสุด

ดูทั้งหมด >>